สำหรับเจ้าของรถยนต์ในประเทศไทย การมีประกันรถยนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงช่วยคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็น “ข้อบังคับทางกฎหมาย” อีกด้วย โดยเฉพาะ ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ซึ่งทุกคันต้องมีตามกฎหมายจราจร ส่วน ประกันภาคสมัครใจ อย่างเช่น ประกันชั้น 1, ชั้น 2+, หรือชั้น 3+ นั้น เจ้าของรถสามารถเลือกทำเพิ่มเติมได้เพื่อขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมมากขึ้น
บทความนี้จะอธิบาย ความแตกต่างระหว่างประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และภาคสมัครใจ อย่างละเอียด รวมถึงแนะแนวทางในการเลือกประกันให้เหมาะสมกับรถและการใช้งาน พร้อมแทรกข้อมูลจาก บริษัท เพื่อนแท้ เงินด่วน จำกัด ที่ให้บริการด้านสินเชื่อและคำปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถบริหารค่าใช้จ่ายทั้งด้านประกันภัยและสินเชื่อได้อย่างคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน
ความหมายของประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
ประกันรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ เป็นประกันที่ “กฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องทำ” ก่อนจะต่อภาษีประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก
ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. จะเป็นไปตาม “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535” ซึ่งกำหนดให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้ก่อนโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด และหลังจากนั้นจะชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมหากคู่กรณีเป็นฝ่ายถูก
ตัวอย่างความคุ้มครองของ พ.ร.บ. ได้แก่
- ค่ารักษาพยาบาล: สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน
- กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร: ชดเชยสูงสุด 500,000 บาท
- ค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด: 35,000 บาท
ดังนั้น พ.ร.บ. ถือเป็น “หลักประกันพื้นฐานทางสังคม” ที่ช่วยให้ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนได้รับการรักษาทันที ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ผิดหรือถูกก็ตาม
ความหมายของประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ
ประกันภาคสมัครใจ คือ ประกันภัยที่เจ้าของรถเลือกทำ “เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.” เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งในส่วนของ ความเสียหายต่อตัวรถเอง, ความเสียหายต่อบุคคลอื่น, และ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย
ปัจจุบันประกันภาคสมัครใจแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ทั้งความเสียหายต่อตัวรถ รถคู่กรณี การชนทุกกรณี รวมถึงไฟไหม้และโจรกรรม
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+: คุ้มครองคล้ายชั้น 1 แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถหากชนสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เสาไฟหรือรั้วบ้าน
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+: คุ้มครองความเสียหายต่อคู่กรณีและรถเราเมื่อชนกับรถยนต์ด้วยกัน
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 และ 3: ให้ความคุ้มครองเฉพาะคู่กรณี ไม่มีคุ้มครองตัวรถของเราเอง
ประกันภาคสมัครใจจึงเป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องรับภาระค่าซ่อมรถหรือค่าเสียหายจากอุบัติเหตุขนาดใหญ่
ความแตกต่างระหว่างประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และภาคสมัครใจ
รายการเปรียบเทียบ | ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) | ประกันภาคสมัครใจ |
สถานะทางกฎหมาย | บังคับตามกฎหมาย ต้องทำก่อนต่อภาษี | ไม่บังคับ ทำเพิ่มเติมได้ตามต้องการ |
ผู้รับความคุ้มครอง | ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร บุคคลภายนอก | ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถของตนเอง |
คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ | ไม่คุ้มครอง | คุ้มครอง (เฉพาะบางประเภท) |
คุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอก | จำกัดเฉพาะการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต | คุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สิน |
วงเงินชดเชย | คงที่ตามกฎหมาย | ปรับได้ตามแผนประกันที่เลือก |
ค่าเบี้ยประกัน | ต่ำ (หลักร้อยต่อปี) | สูงกว่า ขึ้นอยู่กับประเภทและวงเงิน |
การเลือกบริษัทประกัน | ต้องจดทะเบียนกับ คปภ. | เลือกได้อิสระตามความพึงพอใจ |
ดังนั้น “พ.ร.บ.” เหมาะสำหรับความคุ้มครองขั้นต่ำตามกฎหมาย ส่วน “ภาคสมัครใจ” เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ซ่อมรถของตนเอง หรือคุ้มครองกรณีไฟไหม้และโจรกรรม
ทำไมควรมีทั้ง พ.ร.บ. และประกันภาคสมัครใจ
แม้ พ.ร.บ. จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความคุ้มครองยังมีขีดจำกัด หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ค่ารักษาหรือค่าซ่อมรถอาจสูงกว่าวงเงินที่ พ.ร.บ. จ่ายได้ ดังนั้นการทำ ประกันภาคสมัครใจร่วมด้วย จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก เช่น
- กรณี รถชนกันและเป็นฝ่ายผิด ประกันภาคสมัครใจจะช่วยจ่ายค่าเสียหายให้คู่กรณีแทน
- หาก รถของเราพังเสียหายหนัก ประกันชั้น 1 หรือ 2+ จะคุ้มครองค่าซ่อมให้
- ในกรณี ไฟไหม้หรือรถหาย ประกันชั้น 1 จะชดใช้เต็มวงเงินตามทุนประกัน
ซึ่งการมีทั้งสองประเภทเปรียบเสมือน “สองเกราะป้องกัน” ที่ช่วยทั้งด้านกฎหมายและการเงิน
และสำหรับผู้ที่มีภาระทางการเงิน เช่น ต้องผ่อนรถ หรือมีค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย การเลือกใช้บริการสินเชื่อจาก บริษัท เพื่อนแท้ เงินด่วน จำกัด อาจช่วยให้บริหารค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะเพื่อนแท้มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อโฉนดที่ดินที่ให้กู้ได้สูงสุดถึง 130% ของราคาประเมิน โดยไม่ต้องจดจำนองที่กรมที่ดิน เหมาะสำหรับผู้ต้องการเงินหมุนชั่วคราวเพื่อชำระเบี้ยประกันหรือค่าใช้จ่ายซ่อมรถ
เคล็ดลับเลือกประกันรถยนต์ให้เหมาะกับคุณ
การเลือกประกันที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป แต่ควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งาน” และ “งบประมาณที่มี” ซึ่งมีแนวทางดังนี้
- รถใหม่หรือรถราคาสูง ควรเลือก ประกันชั้น 1 เพราะให้ความคุ้มครองสูงสุด ทั้งตัวรถและคู่กรณี เหมาะสำหรับรถใหม่หรือรถป้ายแดงที่ยังมีมูลค่าสูง
- รถใช้ประจำหรือเดินทางต่างจังหวัดบ่อย เหมาะกับ ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ เพราะมีคุ้มครองกรณีชนกับรถยนต์ด้วยกัน รวมถึงช่วยจ่ายค่ารักษาและค่าซ่อมรถ
- รถเก่าหรือใช้น้อย เลือก ประกันชั้น 3 หรือ 3+ ก็เพียงพอ เพราะช่วยลดค่าเบี้ยประกันลง แต่ยังมีความคุ้มครองหลักสำหรับคู่กรณี
- คนขับรถมือใหม่ ควรเลือกชั้น 1 หรือ 2+ เพราะมีความคุ้มครองกว้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวผู้ขับและทรัพย์สิน
นอกจากนี้ หากต้องการจัดสรรค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้สินเชื่อโฉนดที่ดินจาก เพื่อนแท้ เงินด่วน เพื่อเสริมสภาพคล่องได้ โดยขั้นตอนง่ายเพียง 4 ขั้นตอน ได้แก่
- ประเมินมูลค่าที่ดิน
- เตรียมเอกสาร (โฉนด บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัญชีธนาคาร)
- ทำสัญญาเงินกู้
- อนุมัติและเบิกเงินได้ภายในวันเดียว
ช่วยให้คุณสามารถต่อประกันรถยนต์หรือซ่อมรถได้โดยไม่กระทบกระแสเงินสดประจำ
สรุป
ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คือความคุ้มครองพื้นฐานที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องมี เพื่อดูแลผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ส่วน ประกันภาคสมัครใจ คือทางเลือกเสริมที่ช่วยขยายความคุ้มครองครอบคลุมถึงทรัพย์สินและรถยนต์ของเราเอง
การมีทั้งสองประเภทจึงช่วยให้ขับขี่อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะไม่เพียงป้องกันปัญหาทางกฎหมาย แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหากคุณกำลังมองหาทางออกทางการเงินเพื่อวางแผนต่อประกันรถยนต์หรือซ่อมรถที่เกิดอุบัติเหตุ บริษัท เพื่อนแท้ เงินด่วน จำกัด พร้อมช่วยเหลือด้วยสินเชื่อโฉนดที่ดิน วงเงินสูงสุดถึง 130% ของราคาประเมิน ไม่ต้องจดจำนองที่กรมที่ดิน อนุมัติไว เงินถึงมือเร็ว — “เพื่อนแท้” ตัวจริงเรื่องเงินด่วนและความมั่นใจในทุกเส้นทางชีวิต







