ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่ สิ่งที่เจ้าของรถควรรู้

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่

เจ้าของรถที่ทำประกันส่วนใหญ่มักมีข้อสงสัยว่า ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม คำตอบคือ “คุ้มครองจริง” แต่มีเงื่อนไขและข้อยกเว้นสำคัญที่เจ้าของรถทุกคนต้องรู้ ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะสามารถเคลมประกันได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ฤดูฝนและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเป็นเรื่องใกล้ตัว การเข้าใจรายละเอียดกรมธรรม์จึงสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการเคลมในอนาคต วันนี้ “เพื่อนแท้ประกันภัย” จะพาไปไขข้อข้องใจทั้งหมดเกี่ยวกับความคุ้มครองน้ำท่วมของประกันชั้น 1 เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างมั่นใจ

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

แม้ประกันชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด แต่การอนุมัติเคลมประกันกรณีน้ำท่วมนั้นมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ 2 ปัจจัยหลัก ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันอย่างเคร่งครัด หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป อาจทำให้การเคลมมีปัญหาได้ทันที

ต้องเป็นภัยธรรมชาติและเหตุสุดวิสัย (ไม่เกิดจากความประมาท)

หัวใจสำคัญที่สุดของการเคลมประกันน้ำท่วม คือความเสียหายนั้นต้องเกิดจาก “ภัยธรรมชาติ” (Act of God) หรือ “เหตุสุดวิสัย” (Force Majeure) เท่านั้น

  • ในทางประกันภัย คำว่า ภัยธรรมชาติ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ และไม่สามารถป้องกันได้ เช่น พายุ, แผ่นดินไหว, ลูกเห็บ และรวมถึง น้ำท่วม ฉับพลัน หรือน้ำป่าไหลหลากด้วย
  • เหตุสุดวิสัย คือสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วแต่ก็ยังเกิดความเสียหาย

ตัวอย่างกรณีที่ถือเป็นภัยธรรมชาติและเหตุสุดวิสัย ซึ่งประกันชั้น 1 คุ้มครอง

  1. จอดรถไว้ในพื้นที่ปกติ คุณจอดรถไว้ที่บ้าน, ลานจอดรถคอนโด, หรือที่ทำงานตามปกติ แต่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนน้ำท่วมขัง หรือมีมวลน้ำป่าไหลหลากเข้ามาในพื้นที่จนรถได้รับความเสียหาย กรณีนี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัยชัดเจน เพราะคุณไม่ได้นำรถไปเสี่ยงภัยเอง
  2. ขับรถอยู่แล้วเกิดน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) ขณะกำลังขับรถใช้เส้นทางปกติ จู่ๆ ระดับน้ำบนถนนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถได้ทันท่วงที ทำให้เครื่องยนต์ดับและรถจมน้ำในที่สุด สถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นอุบัติภัยที่ควบคุมไม่ได้

ข้อยกเว้นสำคัญ กรณี "เจตนา" หรือ "ประมาทเลินเล่อ"

นี่คือ “ข้อยกเว้น” ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ประกันชั้น 1 “ไม่คุ้มครอง” น้ำท่วม แม้ว่าคุณจะทำประกันประเภทสูงสุดก็ตาม นั่นคือความเสียหายที่เกิดจาก “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” (Gross Negligence) หรือ “การเจตนา” (Intention) ของผู้ขับขี่

บริษัทประกันภัยจะพิจารณาว่า ผู้ขับขี่ “รู้อยู่แล้ว” หรือ “ควรจะคาดการณ์ได้” ว่าการกระทำนั้นจะนำไปสู่ความเสียหาย แต่ก็ยังเลือกที่จะทำ

ตัวอย่างคลาสสิกที่ประกัน “ไม่คุ้มครอง” น้ำท่วม

  1. เจตนาขับรถลุยน้ำท่วมสูง คุณเห็นอยู่แล้วว่าถนนข้างหน้ามีน้ำท่วมขังในระดับที่สูงและเสี่ยงต่อการที่น้ำจะเข้าเครื่องยนต์ หรือมีป้ายเตือน/แนวกั้นของเจ้าหน้าที่ว่า “ห้ามผ่าน” แต่คุณยังตัดสินใจ “วัดใจ” หรือ “ลองของ” ขับลุยเข้าไป เพราะคิดว่ารถของตนเอง (เช่น รถกระบะยกสูง) น่าจะผ่านไปได้ แต่สุดท้ายเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ
  2. ขับตามรถใหญ่เข้าไปในซอยลึก เห็นรถบรรทุกหรือรถขนาดใหญ่ขับลุยน้ำเข้าไปได้ จึงขับตามเข้าไป ทั้งที่รถเก๋งของคุณมีความสูงใต้ท้องรถที่ต่ำกว่ามาก

ในกรณีเหล่านี้ บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการเคลมโดยสิ้นเชิง เพราะถือว่าผู้ขับขี่ “นำพารถไปสู่ความเสี่ยง” ด้วยตนเอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรือภัยธรรมชาติ

เทียบชัดๆ ประกันแต่ละชั้น คุ้มครองน้ำท่วมต่างกันอย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพรวมของความคุ้มครองในตลาดปัจจุบัน เราจำเป็นต้องเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท เนื่องจากความคุ้มครองภัยธรรมชาติ (ซึ่งรวมถึงน้ำท่วม) ถือเป็นหนึ่งในจุดตัดที่ชัดเจนที่สุด

ประเภทประกันความคุ้มครองกรณีน้ำท่วม (ภัยธรรมชาติ)
ประกันชั้น 1คุ้มครอง (ทั้งค่าเสียหายต่อรถจากน้ำท่วม และอุบัติเหตุอื่นๆ)
ประกันชั้น 2+ไม่คุ้มครอง (โดยทั่วไปคุ้มครองเฉพาะรถชนรถ)
ประกันชั้น 3+ไม่คุ้มครอง (โดยทั่วไปคุ้มครองเฉพาะรถชนรถ)
ประกันชั้น 3ไม่คุ้มครอง

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประกันชั้น 2+ และ 3+

โดยพื้นฐานแล้ว กรมธรรม์ประเภท 2+ และ 3+ ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นความคุ้มครองอุบัติเหตุแบบ “รถชนรถ” (Car-to-Car Collision) หรือที่เรียกว่า “มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก” เท่านั้น

ดังนั้น น้ำท่วม, ไฟไหม้, หรือการถูกโจรกรรม ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ ภัยธรรมชาติ และภัยอื่นๆ จึง “ไม่อยู่” ในความคุ้มครองมาตรฐานของ 2+ และ 3+

ข้อยกเว้น (ที่ต้องซื้อเพิ่ม)

ในปัจจุบัน ตลาดประกันภัยมีการแข่งขันสูง หลายบริษัทจึงออก “ผลิตภัณฑ์เสริม” (Riders) หรือ “แพ็กเกจพิเศษ” สำหรับประกัน 2+ ที่บวกความคุ้มครองภัยธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้, สูญหาย) เข้าไปด้วย โดยอาจเพิ่มเบี้ยประกันอีกเล็กน้อย

ดังนั้น หากคุณถือประกัน 2+ อย่าเพิ่งทึกทักว่าไม่คุ้มครองน้ำท่วม ให้ตรวจสอบใน “เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์” หรือ “ตารางความคุ้มครอง” ของคุณอย่างละเอียด ว่าแพ็กเกจที่คุณซื้อมานั้น ได้ “รวม” ความคุ้มครองน้ำท่วม ไว้ด้วยหรือไม่

ระดับความเสียหายจากน้ำท่วมที่ประกันชั้น 1 รับเคลม

เมื่อตอบได้แล้วว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม ขั้นต่อไปคือการทำความเข้าใจว่าบริษัทประกันจะประเมินความเสียหายและชดเชยค่าสินไหมทดแทนอย่างไร โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก

กรณีเสียหายบางส่วน (Partial Loss) - เคลมซ่อม

เสียหายบางส่วน (Partial Loss) คือกรณีที่รถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้น “เสียหายสิ้นเชิง” หรือประเมินแล้วว่า “คุ้มค่าที่จะซ่อม”

ตัวอย่างเช่น

  • น้ำท่วมขังแค่ระดับพื้นรถ หรือเลยขึ้นมาเล็กน้อย
  • พรมปูพื้น, เบาะนั่ง, และแผงประตู เปียกชื้น
  • ระบบไฟฟ้าบางส่วนใต้พรมเสียหาย
  • ยังไม่ถึงระดับเครื่องยนต์ หรือแผงคอนโซลหน้า (ซึ่งเป็นศูนย์รวมระบบอิเล็กทรอนิกส์หลัก)

ในกรณีนี้ บริษัทประกันจะอนุมัติการ “ซ่อมแซม” ให้รถกลับสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ารื้อพรม, ค่าฟอกเบาะ, การซักทำความสะอาดภายใน, การอบโอโซนเพื่อขจัดกลิ่นอับ, และการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนระบบไฟฟ้าที่เสียหาย โดยจะดำเนินการซ่อมที่อู่ในเครือหรือศูนย์บริการที่ตกลงกันไว้

กรณีเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) - คืนทุนประกัน

เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) คือกรณีที่รถได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากน้ำท่วม จน “ไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซม” โดยบริษัทประกันจะใช้เกณฑ์พิจารณา ดังนี้

  1. สภาพความเสียหายทางกายภาพ น้ำท่วมมิดคัน หรือระดับน้ำสูงเกินแผงคอนโซลหน้าทั้งหมด ซึ่งจุดนี้เป็นที่อยู่ของกล่อง ECU (สมองกลของรถ) และระบบไฟฟ้าหลัก หากน้ำเข้าถึงจุดนี้ โอกาสที่รถจะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมนั้นยากมาก
  2. สภาพความเสียหายทางการเงิน เจ้าหน้าที่ประเมินค่าซ่อมแซม (รวมค่าอะไหล่และค่าแรง) แล้วพบว่า “สูงเกิน 70% ของทุนประกัน” ที่ระบุไว้ในหน้ากรมธรรม์

ตัวอย่าง รถของคุณมีทุนประกัน 500,000 บาท เมื่อถูกน้ำท่วม ประเมินค่าซ่อมแล้วอยู่ที่ 380,000 บาท (ซึ่งเกิน 70% ของ 500,000)

เมื่อเข้าเงื่อนไข เสียหายสิ้นเชิง บริษัทประกันจะ “จ่ายคืนทุนประกัน” เต็มจำนวนให้กับผู้เอาประกัน (เช่น จ่ายเงินสด 500,000 บาท) และกระบวนการเคลมประกันถือว่าสิ้นสุด

ข้อสำคัญ หลังจากที่บริษัทประกันจ่ายคืนทุนประกันเต็มจำนวนแล้ว “ซากรถ” หรือตัวรถที่เสียหายนั้น จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทประกันภัยทันที การคืนทุนประกันคือคำตอบสุดท้ายสำหรับคำถาม ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม ในกรณีที่เสียหายหนักที่สุด

How-to เคลมประกันน้ำท่วมอย่างถูกวิธี

How-to เคลมประกันน้ำท่วมอย่างถูกวิธี

การรู้ว่าประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม ไม่สำคัญเท่าการรู้ว่า “ต้องเคลมอย่างไร” ให้ถูกต้อง หากโชคร้ายประสบเหตุรถถูกน้ำท่วม การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามขั้นตอน จะช่วยให้กระบวนการเคลมประกันราบรื่นและลดโอกาสการถูกปฏิเสธเคลม นี่คือ 5 สิ่งที่ต้องทำทันที

1. ตั้งสติ และห้ามสตาร์ตรถเด็ดขาด

นี่คือกฎเหล็กข้อแรกและข้อที่สำคัญที่สุด เมื่อพบว่ารถของคุณจมน้ำ ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม “ห้าม” บิดกุญแจ, กดปุ่ม Push Start หรือพยายามสตาร์ตเครื่องยนต์เด็ดขาด เพราะอาจทำให้น้ำที่ค้างอยู่ในท่อไอดี ถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ทันที ซึ่งอาจทำให้ก้านสูบคดงอ (ความเสียหายร้ายแรง) หรือทำให้ระบบไฟฟ้าหลัก (เช่น กล่อง ECU, กล่องฟิวส์) เกิดการลัดวงจรอย่างรุนแรง ความเสียหายจะบานปลายจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน และอาจทำให้การเคลมยากขึ้นหากพิสูจน์ได้ว่าเราพยายามสตาร์ตจนพังเอง

2. ถ่ายรูปและวิดีโอเก็บหลักฐานทันที

หลักฐานคือหัวใจของการเคลมประกัน ทันทีที่คุณประเมินว่าปลอดภัย ให้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกหลักฐานให้ได้มากที่สุด แม้ว่าน้ำจะเริ่มลดแล้วก็ตาม

  • ถ่ายภาพกว้าง ให้เห็นสภาพแวดล้อมโดยรวม ว่าน้ำท่วมสูงแค่ไหน (อาจเทียบกับเสาไฟ, กำแพง, หรือรถคันอื่น)
  • ถ่ายภายนอกรถ ถ่ายรอบคัน โดยเน้นให้เห็นป้ายทะเบียน และระดับน้ำที่ท่วมตัวรถ (หากยังมีรอยคราบน้ำติดอยู่ ให้ถ่ายไว้)
  • ถ่ายภายในรถ (หากเปิดประตูได้โดยปลอดภัย) ถ่ายให้เห็นระดับน้ำที่เข้ามาในห้องโดยสาร, คอนโซล, เบาะนั่ง
  • ถ่ายวิดีโอ ถ่ายคลิปสั้นๆ เดินรอบรถและภายใน จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3. โทรแจ้งบริษัทประกันทันที

เมื่อเรากำลังประสบเหตุ ให้โทรเข้า Call Center หรือช่องทางติดต่อฉุกเฉินของบริษัทประกันของคุณทันทีที่ทำได้ (หลังจากเก็บหลักฐานแล้ว)

เตรียมข้อมูลให้พร้อ

  • เลขที่กรมธรรม์ (หากจำได้ หรือมีรูปถ่ายเก็บไว้)
  • ชื่อผู้เอาประกัน และ ทะเบียนรถ
  • สถานที่เกิดเหตุโดยละเอียด
  • สถานการณ์เบื้องต้น (เช่น น้ำท่วมสูงระดับไหน, จอดอยู่หรือขับอยู่)

บริษัทประกันจะรับเรื่องและแนะนำขั้นตอนต่อไป หรือนัดหมายเจ้าหน้าที่สำรวจภัยเข้ามาประเมินความเสียหาย

4. เตรียมเอกสารสำคัญ

ในระหว่างรอการติดต่อจากบริษัทประกัน ให้เตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเคลมประกันให้พร้อม ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เอกสารพื้นฐาน ดังนี้

  • สำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย
  • สำเนาทะเบียนรถ (เล่มสีน้ำเงิน)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ของเจ้าของรถ/ผู้เอาประกัน)
  • สำเนาใบขับขี่ (กรณีเกิดเหตุขณะขับขี่)
  • รูปถ่ายและวิดีโอที่บันทึกไว้

การมีเอกสารพร้อมจะช่วยให้กระบวนการเดินเรื่องเคลมรวดเร็วขึ้น

5. เคลื่อนย้ายรถไปยังอู่หรือศูนย์บริการ

ย้ำอีกครั้งว่า “ห้ามขับรถที่จมน้ำ” ด้วยตนเองเด็ดขาด วิธีเดียวที่ปลอดภัยคือการใช้บริการ “รถยก” หรือ “รถสไลด์” เท่านั้น ซึ่งประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่จะพ่วงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) มาให้ด้วย คุณสามารถแจ้งบริษัทประกันตอนที่โทรแจ้งเหตุ เพื่อให้เขาประสานงานรถยกมารับรถของคุณไปยังอู่ในเครือ หรือศูนย์บริการเพื่อประเมินความเสียหายต่อไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันน้ำท่วม

1. น้ำท่วมสูงแค่ไหนถึงเคลมประกันชั้น 1 ได้?

ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าน้ำต้องสูงกี่เซนติเมตร หรือต้องท่วมถึงระดับใดจึงจะเคลมได้ แต่บริษัทประกันจะยึดหลัก “ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง” (Actual Damage)

หากน้ำท่วมเพียงระดับพื้นรถ แต่พิสูจน์ได้ว่าทำให้พรมเสียหาย, เกิดกลิ่นอับรุนแรง, หรือระบบไฟฟ้าใต้พรมเสียหาย (ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ท่วมไม่สูง) ก็สามารถเริ่มกระบวนการเคลมประกันเพื่อซ่อมแซม (Partial Loss) ได้ การประเมินจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่สำรวจภัยเป็นรายกรณี

2. ประกันรถยนต์ชั้น 2+ หรือ 3+ คุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่คุ้มครอง เนื่องจาก 2+ และ 3+ ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองอุบัติเหตุ “รถชนรถ” เป็นหลัก (มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะ) น้ำท่วมซึ่งเป็นภัยธรรมชาติจึงอยู่นอกเหนือความคุ้มครองพื้นฐาน เมื่อเทียบกับ 2+ ก็ต้องตอบว่าชั้น 1 คุ้มครอง แต่ 2+ โดยทั่วไปไม่

ข้อยกเว้น ปัจจุบันหลายบริษัทมี “แพ็กเกจเสริม” ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อ 2+ สามารถ “ซื้อเพิ่ม” ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม, ไฟไหม้) ได้ ดังนั้น ต้องตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์ของคุณให้ชัดเจน

3. "ขับรถลุยน้ำ" โดยเจตนา แล้วเครื่องพัง เคลมได้ไหม?

เคลมไม่ได้ กรณีนี้ชัดเจนว่าเข้าข่าย “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” (Gross Negligence) ของผู้ขับขี่ ที่จงใจนำรถไปเสี่ยงภัยทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเห็นป้ายเตือนแล้วยังฝ่าฝืน ถือเป็นข้อยกเว้นตามมาตรฐานของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกบริษัท และบริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

4. รถจอดอยู่บ้านเฉยๆ แล้วน้ำท่วม เคลมได้ไหม?

เคลมได้ แน่นอน 100% (หากคุณทำประกันชั้น 1) เพราะกรณีนี้นับเป็น “ภัยธรรมชาติ” และ “เหตุสุดวิสัย” อย่างแท้จริง ผู้เอาประกันไม่มีส่วนในการประมาทหรือเจตนาให้เกิดเหตุ บริษัทประกันต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นตามทุนประกัน

5. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการเคลมประกันน้ำท่วม?

  1. สำเนาหน้าตารางกรมธรรม์
  2. สำเนาทะเบียนรถ
  3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (เจ้าของรถ/ผู้เอาประกัน)
  4. รูปถ่ายและวิดีโอขณะเกิดเหตุที่ชัดเจน (สำคัญมาก)
  5. สำเนาใบขับขี่ของผู้ขับขี่ (หากเกิดเหตุขณะขับ)

สรุปประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม

สรุปบทความ

โดยสรุปประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหมคำตอบคือ “คุ้มครองแน่นอน” แต่หัวใจสำคัญคือ ความเสียหายนั้น “ต้องไม่เกิดจากความประมาท” ของผู้ขับขี่ และผู้เอาประกัน “ต้องรู้ขั้นตอนการเคลม” ที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตนเอง “เพื่อนแท้ประกันภัย” ในฐานะโบรกเกอร์ประกันวินาศภัยชั้นนำ ที่มีพันธมิตรบริษัทประกันมากมาย เราพร้อมให้คำปรึกษาและเปรียบเทียบแผนประกันที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณมั่นใจว่าได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุม เราดูแลด้วยใจ พร้อมเคียงข้างในทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เพื่อนแท้ เงินด่วน

บทความยอดนิยม