ในปัจจุบันการเลือกทำ ประกันรถยนต์ ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด หนึ่งในคำถามที่เจ้าของรถสงสัยกันมากคือ หากทำประกัน 3+ หรือ 2+ แล้วเกิดอุบัติเหตุโดยเราเป็นฝ่ายถูกต้อง จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมรถไปก่อนหรือไม่ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้เจ้าของรถต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเงื่อนไขของประกัน 3+ และ 2+ อย่างชัดเจน ตั้งแต่ขอบเขตความคุ้มครอง ขั้นตอนการเคลม ไปจนถึงข้อควรรู้เพื่อป้องกันการเสียเปรียบ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกประกันได้อย่างมั่นใจและวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม
ความแตกต่างระหว่างประกัน 3+ และ 2+
ประกันรถยนต์ในประเทศไทยมีหลายประเภท โดยเฉพาะ ประกัน 3+ และ 2+ ที่หลายคนยังสับสนอยู่ ความแตกต่างหลัก ๆ อยู่ที่ความคุ้มครองและวงเงินชดเชย
- ประกัน 3+ จะคุ้มครองความเสียหายต่อรถของคู่กรณีและอาจรวมถึงรถของผู้เอาประกันในกรณีเฉพาะ แต่จะไม่คุ้มครองทุกกรณีเหมือนประกันชั้น 1
- ประกัน 2+ จะคุ้มครองรถผู้เอาประกันด้วย แต่เงื่อนไขและวงเงินจะขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ที่เลือก และมักมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)
สิ่งที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจว่า “ฝ่ายถูกต้อง” ในอุบัติเหตุ หมายถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดในเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการสำรองจ่ายค่าซ่อมตามกรมธรรม์
ฝ่ายถูกต้องสามารถสำรองจ่ายค่าซ่อมได้ไหม
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากเรามี ประกัน 3+ หรือ 2+ และเราเป็นฝ่ายถูกต้องในการเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะสำรองจ่ายค่าซ่อมรถของเราไหม
- สำหรับ ประกัน 3+ มักจะ ไม่สำรองจ่ายค่าซ่อมรถของฝ่ายถูกต้อง เนื่องจากประกันประเภทนี้เน้นไปที่การคุ้มครองคู่กรณี
- สำหรับ ประกัน 2+ อาจสำรองจ่ายค่าซ่อมได้บางส่วน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์ และการเลือกใช้ศูนย์ซ่อมที่บริษัทประกันกำหนด
ดังนั้น หากคุณต้องการความคุ้มครองแบบสำรองจ่ายค่าซ่อมเอง ควรตรวจสอบรายละเอียดของ ประกันรถยนต์ แต่ละประเภทอย่างรอบคอบ
ขั้นตอนการเคลมเมื่อเป็นฝ่ายถูกต้อง
การเคลมประกันเมื่อเป็นฝ่ายถูกต้องต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม
- แจ้งเหตุอุบัติเหตุทันที ไปยังบริษัทประกันหรือผ่านแอปพลิเคชันของบริษัท
- บันทึกหลักฐาน เช่น รูปถ่ายรถทั้งสองฝ่าย, สภาพสถานที่เกิดเหตุ, หมายเลขทะเบียน
- ให้ข้อมูลคู่กรณี เช่น ชื่อ, เบอร์โทรศัพท์, ประกันรถยนต์
- รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อประเมินความเสียหาย
- ส่งเอกสารเคลม เช่น สำเนาบัตรประชาชน, สำเนากรมธรรม์ และใบประเมินความเสียหาย
การเตรียมเอกสารและหลักฐานอย่างครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการเคลมรวดเร็วและลดปัญหาการปฏิเสธเคลม
ข้อดีข้อเสียของการสำรองจ่ายค่าซ่อม
การสำรองจ่ายค่าซ่อมเองหรือไม่สำรอง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
ข้อดีของการสำรองจ่ายค่าซ่อมเอง:
- สามารถเลือกศูนย์ซ่อมได้ตามความสะดวก
- กระบวนการรวดเร็ว ไม่ต้องรอประกันอนุมัติ
ข้อเสีย:
- ต้องจ่ายเงินก่อนและรอคืนจากบริษัทประกัน
- มีความเสี่ยงหากเอกสารไม่ครบหรือเกิดข้อพิพาท
ข้อดีของการไม่สำรองจ่าย (กรณีบริษัทประกันจ่ายตรง):
- ไม่ต้องใช้เงินสดสำรอง
- ลดความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
ข้อเสีย:
- จำกัดศูนย์ซ่อมที่บริษัทกำหนด
- อาจต้องรอเวลาการตรวจสอบและอนุมัติ
เคล็ดลับเลือกประกันรถยนต์ให้เหมาะกับตัวเอง
การเลือกประกัน 3+ หรือ 2+ ควรพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่เหมาะสม
- ตรวจสอบเงื่อนไขการสำรองจ่ายค่าซ่อม ของแต่ละบริษัท
- พิจารณาวงเงินคุ้มครอง และค่าเสียหายส่วนแรก
- เลือกศูนย์ซ่อมที่สะดวก และรองรับบริการสำรองจ่าย
- เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกัน กับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
- สอบถามโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือส่วนลดเคลมครั้งต่อไป
บริษัทอย่าง เพื่อนแท้ เงินด่วน จำกัด ไม่ได้เพียงเสนอสินเชื่อโฉนดที่ดิน แต่ยังมีบทความและคำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเงินและการจัดการความเสี่ยงจาก ประกันรถยนต์ ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจเงื่อนไขการเคลมอย่างชัดเจน
สรุป
สำหรับคำถามที่ว่า ประกัน 3+ และ 2+ ฝ่ายถูกต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมไหม คำตอบขึ้นอยู่กับประเภทกรมธรรม์และเงื่อนไขของบริษัทประกัน โดยทั่วไป ประกัน 3+ ไม่สำรองจ่ายค่าซ่อมฝ่ายถูกต้อง ส่วน ประกัน 2+ อาจสำรองจ่ายได้บางส่วน การเคลมอย่างถูกต้องต้องเตรียมเอกสารและหลักฐานครบถ้วน เพื่อให้กระบวนการรวดเร็วและปลอดภัย ผู้เอาประกันควรอ่านรายละเอียดกรมธรรม์และเปรียบเทียบข้อเสนอ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่และความต้องการทางการเงิน






