8 วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านง่ายๆ เตรียมตัวยังไงให้ธนาคารอนุมัติ

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านง่ายๆ

การยื่นขอสินเชื่ออาจดูเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับหลายคน โดยเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับไม่มั่นใจว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกประตูสู่แหล่งเงินทุน การทราบถึงวิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน จึงเป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ หลายคนอาจเคยเจอปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำไงดี ซึ่งสร้างความกังวลใจไม่น้อย วันนี้เพื่อนแท้เงินด่วนจะมาสรุป 8 วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านฉบับสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น

1. ตรวจสอบสุขภาพการเงินและเครดิตบูโร

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดของวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านคือการรู้จักตัวเอง ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร (Credit Bureau) ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดพกทางการเงินที่รวบรวมประวัติการชำระหนี้ทั้งหมด สถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลนี้ประเมินความเสี่ยงและพฤติกรรมทางการเงิน หากประวัติขาวสะอาด โอกาสอนุมัติก็สูง แต่หากมีประวัติค้างชำระหรือหนี้เสีย (NPL) โอกาสจะลดลงทันที การตรวจสอบล่วงหน้าจึงเป็น วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ชาญฉลาด ช่วยให้เห็นสถานะตัวเองก่อนธนาคาร หากพบข้อผิดพลาดก็แก้ไขได้ทัน หรือหากประวัติไม่ดีก็จะได้วางแผนแก้ไข ป้องกันปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่าน

วิธีตรวจสอบเครดิตบูโรด้วยตัวเอง

  • ผ่าน Mobile Banking หลายธนาคารมีบริการยื่นขอตรวจเครดิตบูโรผ่านแอปพลิเคชัน (E-Credit Report)
  • ตู้ ATM ธนาคารที่ให้บริการ เช่น กรุงไทย หรือ ไทยพาณิชย์
  • ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สามารถเดินทางไปรับรายงานได้ทันที
  • ไปรษณีย์ไทย ยื่นคำขอ ณ ที่ทำการไปรษณีย์

อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กน้อยในเครดิตบูโรมาขัดขวาง หากคุณไม่อยากต้องมานั่งกลุ้มใจว่า ขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำไงดี การเริ่มต้นเช็กเครดิตบูโรคือคำตอบแรก

2. เคลียร์หนี้เก่า สร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดี

ขั้นตอนถัดไปของวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านคือการเคลียร์ประวัติ สถาบันการเงินไม่ได้มองแค่จำนวนหนี้ แต่มองไปถึงการจัดการหนี้ ทำให้ประวัติการชำระหนี้ (Payment History) คือหัวใจสำคัญ การชำระตรงเวลาสม่ำเสมอแสดงถึงวินัย หากมีหนี้บัตรหลายใบ การปิดบัญชีหรือรวมหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด จะช่วยลดภาระและทำให้ประวัติของคุณดูดีขึ้น

ในทางกลับกัน หากมีประวัติหนี้เสีย (NPL) หรือค้างชำระเกิน 90 วัน นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน แม้จะชำระหนี้หมดแล้ว ประวัติการค้างชำระจะยังอยู่ในรายงานถึง 3 ปี ดังนั้น วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ดีที่สุดคือต้องเริ่มสร้างประวัติชำระหนี้ใหม่ที่ดีอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อพิสูจน์วินัยทางการเงิน นี่คือกุญแจสำคัญที่จะป้องกันปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่าน

3. คำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ (DTI)

อีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญคือ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio หรือ DTI) ซึ่งเป็นวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ทุกคนประเมินเองได้

DTI คือการนำภาระหนี้ผ่อนชำระต่อเดือนทั้งหมด หารด้วยรายได้รวมต่อเดือน (x100) เพื่อดูว่าภาระหนี้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้

สูตรคำนวณ : (ภาระหนี้ต่อเดือน / รายได้ต่อเดือน) x 100 = DTI

ตัวอย่าง รายได้ 30,000 บาท มีภาระผ่อนรถ 8,000 บาท และบัตรเครดิต 4,000 บาท DTI = (8,000 + 4,000) / 30,000 x 100 = 40%

โดยทั่วไป สถาบันการเงินต้องการเห็น DTI ไม่เกิน 40% – 50% (หรือ 60% สำหรับสินเชื่อบ้าน) หากสูงเกินเกณฑ์นี้ สถาบันการเงินจะประเมินว่า “ความสามารถในการชำระหนี้” (Capacity) ไม่เพียงพอ

ดังนั้น วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านคือการลด DTI ลงก่อนยื่นกู้ เช่น ปิดหนี้บัตรเครดิต หรือโปะหนี้บางส่วน เพื่อเพิ่มช่องว่างให้สถาบันการเงินมั่นใจว่าคุณรับภาระหนี้ใหม่ได้

4. สร้างความมั่นคงของรายได้ (เดินบัญชีสม่ำเสมอ)

ความสม่ำเสมอของรายได้คือหลักประกันว่าคุณจะชำระหนี้คืนได้ นี่คือวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่อาชีพอิสระหรือพ่อค้าแม่ค้ามักมองข้าม

  • สำหรับพนักงานประจำ ค่อนข้างง่ายเพราะมีสลิปเงินเดือน แต่การมีเงินเดือนเข้าและคงเหลือในบัญชีสม่ำเสมอ (ไม่ถอนหมดทันที) ก็ยังจำเป็น
  • สำหรับอาชีพอิสระ/เจ้าของธุรกิจ Statement คือ ช่องทางเดียวที่ใช้ยืนยันที่รายได้ของคุณ สถาบันการเงินต้องการเห็นกระแสเงินสดหรือรายรับ (Cash Flow) ที่เข้าบัญชีต่อเนื่อง 6-12 เดือน การนำเงินก้อนใหญ่เข้าครั้งเดียวก่อนกู้ ไม่สร้างความน่าเชื่อถือ
  • วิธีขอสินเชื่อสำหรับกลุ่มนี้ คือมีวินัยนำเงินรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ ซึ่งการเตรียมเดินบัญชีล่วงหน้า 6 เดือน คือทางออกที่ดีที่สุด

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านเตรียมเอกสาร

5. เตรียมเอกสารหลักฐานรายได้ให้ครบถ้วน

การเตรียมเอกสารเปรียบเหมือนการเตรียมอาวุธ หากไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจน ก็เท่ากับยื่นโอกาสให้ถูกปฏิเสธ การเตรียมเอกสารให้พร้อมคือวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ง่ายที่สุด

สถาบันการเงินต้องการเอกสารยืนยัน 3 เรื่องหลัก

รายการเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม

  • เอกสารยืนยันตัวตน
      • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
      • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • เอกสารแสดงรายได้ (สำหรับพนักงานประจำ)
      • สลิปเงินเดือน (ฉบับล่าสุด หรือย้อนหลัง 3 เดือน)
      • หนังสือรับรองเงินเดือน (อายุไม่เกิน 30-60 วัน)
      • รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) 6 เดือน
  • เอกสารแสดงรายได้ (สำหรับอาชีพอิสระ/เจ้าของกิจการ)
    • รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) 6-12 เดือน
    • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50)
    • ใบทะเบียนการค้า หรือ หนังสือรับรองบริษัท (หากมี)
    • หลักฐานอื่นๆ เช่น สัญญาจ้าง, ใบเสนอราคา, ใบเสร็จการซื้อขาย

หลายครั้งที่ปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่านเกิดจากความไม่พร้อมของเอกสาร เช่น หนังสือรับรองเงินเดือนหมดอายุ หรือ Statement ขาดหาย การตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนยื่น คือ วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ควบคุมได้ 100%

6. เลือกประเภทสินเชื่อและสถาบันการเงินให้เหมาะสม

การเลือกสินเชื่อให้ถูก ก็ถือเป็นวิธีขอสินเชื่อที่สำคัญ ต้องเลือกประเภทสินเชื่อให้ตรงวัตถุประสงค์ (เช่น กู้ธุรกิจ ไม่ใช่กู้บ้าน) และเลือกสถาบันการเงินที่มีนโยบาย (Credit Policy) ตรงกับคุณสมบัติเรา บางแห่งเข้มงวดกับอาชีพอิสระ การยื่นผิดที่ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน

ในส่วนนี้ เพื่อนแท้เงินด่วน ขอแนะนำสำหรับผู้กู้ที่คุณสมบัติไม่ตรงเกณฑ์ธนาคาร หรือประวัติเครดิตไม่สมบูรณ์ สินเชื่อทางเลือกที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน อาจเป็นวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ง่ายกว่า โดย เพื่อนแท้เงินด่วน มีบริการสินเชื่อโฉนดที่ดิน ที่เน้นประเมินมูลค่าหลักประกัน ทำให้ยืดหยุ่นกว่า และเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วนและมีทรัพย์สินปลอดภาระ ช่วยลดความกังวลว่าขอสินเชื่อไม่ผ่านและต้องทำไงดี

7. ระบุวัตถุประสงค์การกู้ยืมที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล

“คุณจะนำเงินไปทำอะไร?” นี่คือคำถามที่สถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง การมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลคือ วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

วัตถุประสงค์ที่ดี (สร้างรายได้ หรือ ลดภาระ)

  • เพื่อรวบหนี้ (Debt Consolidation) เช่น ปิดหนี้บัตรเครดิตหลายใบที่ดอกเบี้ยสูง
  • เพื่อการลงทุนขยายกิจการ
  • เพื่อการศึกษาต่อ
  • เพื่อซ่อมแซมหรือต่อเติมที่อยู่อาศัย

วัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน (มีความเสี่ยงสูง)

  • เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว (โดยไม่ระบุ)
  • เพื่อนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หุ้น หรือ คริปโตฯ)
  • เพื่อการพนัน

8. กรอกข้อมูลการสมัครตามความเป็นจริง

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านข้อสุดท้ายที่ย้ำถึงความไว้วางใจ (Trust) คือ “ความซื่อสัตย์” ห้ามให้ข้อมูลเท็จในการสมัครเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งรายได้ ปกปิดภาระหนี้ หรือปลอมแปลงเอกสาร สถาบันการเงินมีระบบตรวจสอบที่ซับซ้อน ทั้งจากเครดิตบูโร (ซึ่งเห็นหนี้ทุกก้อน) การโทรตรวจสอบกับฝ่ายบุคคล หรือประกันสังคม

หากถูกจับได้ว่าให้ข้อมูลเท็จ คุณจะไม่เพียงถูกปฏิเสธ แต่ยังอาจถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ทำให้การยื่นกู้ในอนาคตยากยิ่งกว่าเดิม การขอสินเชื่อไม่ผ่านเพราะการโกหกนั้น แก้ไขได้ยากที่สุด การกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง แม้คุณสมบัติไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังดีกว่าถูกจับได้ว่าโกหก เพราะบางสถาบันอาจมีผลิตภัณฑ์อื่นที่เหมาะสมกับคุณ การขอสินเชื่อให้ผ่านที่ถูกต้องคือการเริ่มต้นด้วยความจริงใจ

ขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำไงดี แนวทางแก้ไขเมื่อโดนปฏิเสธ

สำหรับคนที่ได้พยายามตามวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านทั้งหมดแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นการ “ปฏิเสธ” เมื่อเจอสถานการณ์ขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำไงดี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ตั้งสติ” และปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:

1. สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่

สอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยความสุภาพถึงเหตุผลหลักในการปฏิเสธ (แม้บางแห่งอาจไม่แจ้งโดยตรง) พยายามสอบถามว่าปัญหาเกิดจากใด เช่น คุณสมบัติไม่ถึง, DTI สูงไป หรือติดเครดิตบูโร การทราบสาเหตุคือขั้นตอนแรกในการแก้ปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่าน

2. กลับมาทบทวน 8 ข้อด้านบน

เมื่อทราบสาเหตุ (หรือคาดเดาได้) ให้กลับมาทบทวนวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านทั้ง 8 ข้อ ว่าพลาดจุดใด เช่น เครดิตบูโร, DTI, รายได้ หรือเอกสาร การยอมรับจุดบกพร่องคือทางลัดแก้ปัญหาขอสินเชื่อไม่ผ่าน

3. เว้นระยะเวลาในการยื่นกู้ครั้งใหม่

ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุดเมื่อขอสินเชื่อไม่ผ่าน คือการ “ยื่นกู้ซ้ำๆ ทันที” (Credit Inquiry Spam) เพราะการยื่นกู้ทุกครั้งจะถูกบันทึกในเครดิตบูโร การยื่นถี่ไปจะส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิต วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านครั้งถัดไป คือเว้นระยะ 3-6 เดือน เพื่อ “ซ่อมแซม” โปรไฟล์ตามเหตุผลที่ถูกปฏิเสธ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน

ภาระหนี้ต่อรายได้ (DTI) ควรอยู่ที่เท่าไหร่ถึงจะกู้ผ่าน

โดยทั่วไป สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักกำหนด DTI ไม่เกิน 40% – 50% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หากสูงกว่านี้ โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติจะน้อยลงอย่างมาก เพราะถือว่ามีความสามารถในการชำระหนี้คืนต่ำ นี่คือหนึ่งในวิธีขอสินเชื่อที่คุณต้องคำนวณก่อนยื่นกู้เสมอ

ถ้าขอสินเชื่อไม่ผ่าน ต้องรอนานแค่ไหนถึงยื่นใหม่ได้

คำตอบสำหรับผู้ที่สงสัยว่าขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทำไงดี และควรยื่นใหม่เมื่อไหร่ คือ ควรเว้นระยะ 3-6 เดือน ไม่ควรยื่นซ้ำทันที ควรใช้เวลานี้แก้ไขจุดบกพร่องที่ทำให้ถูกปฏิเสธในครั้งแรก เช่น ปิดหนี้บางตัว หรือสร้างรายการเดินบัญชีให้ดีขึ้นก่อน

เช็กเครดิตบูโรบ่อยๆ ทำให้เสียคะแนนเครดิตหรือไม่

ไม่เสียคะแนน การตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรเพื่อ “ตรวจสอบข้อมูลของตนเอง” (วัตถุประสงค์ 01) สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคะแนนเครดิต (Credit Score) ตรงกันข้าม นี่คือวิธีขอสินเชื่อให้ผ่านที่ดี เพราะช่วยให้คุณรู้สถานะของตัวเองอยู่เสมอ

อาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ไม่มีสลิปเงินเดือน ขอสินเชื่ออย่างไรให้ผ่าน?

วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านสำหรับฟรีแลนซ์ คือการสร้างหลักฐานรายได้ที่ชัดเจนที่สุด ได้แก่

  1. การเดินบัญชีธนาคาร (Statement) อย่างสม่ำเสมอ ย้อนหลัง 6-12 เดือน
  2. เอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) เพื่อแสดงที่มาของรายได้
  3. สัญญาจ้าง, ใบเสนอราคา หรือหลักฐานการรับเงิน
  4. ควรมีเงินออมคงเหลือในบัญชี

ติดเครดิตบูโร (มีประวัติหนี้เสีย) แต่ปิดบัญชีไปแล้ว ขอกู้ได้เลยไหม?

ส่วนใหญ่สถาบันการเงินจะพิจารณาประวัติย้อนหลัง 36 เดือน (3 ปี) ตามข้อมูลที่เครดิตบูโรจัดเก็บ แม้ว่าคุณจะ “ปิดบัญชี” หนี้เสียนั้นไปแล้ว (สถานะ 40 หรือ 42) แต่ประวัติการค้างชำระ (สถานะ 20, 21) จะยังคงแสดงอยู่ การขอสินเชื่อไม่ผ่านเพราะปัญหานี้ จึงต้องรอเวลา และในระหว่างนั้นต้องสร้างประวัติการชำระหนี้ใหม่ที่ดีอย่างต่อเนื่อง หากปิดบัญชีหนี้เสียมานานเกิน 1-3 ปี และมีประวัติใหม่ที่ดี ก็มีโอกาสอนุมัติ

สรุปเกี่ยวกับวิธีขอสินเชื่อให้ผ่าน

สรุปบทความ

สรุปแล้ว วิธีขอสินเชื่อให้ผ่านทั้ง 8 ข้อนี้ คือการเตรียมความพร้อมทางการเงินอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน และลดโอกาสที่จะเจอปัญหา ขอสินเชื่อไม่ผ่าน สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกที่เข้าใจความต้องการ หรือต้องการไถ่ถอนจำนอง เพื่อนแท้เงินด่วน พร้อมช่วยให้การขอสินเชื่อใหม่เป็นเรื่องง่ายด้วยสินเชื่อมีหลักประกัน ไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยจำนองที่สูงเกินจริง เราให้วงเงินสูงสุด 130% ของราคาประเมิน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปจดจำนองที่กรมที่ดิน

เพื่อนแท้ เงินด่วน

บทความยอดนิยม