การมองหาแหล่งเงินทุนไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้ยืม แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจ SME เติบโต ขยายสาขา หรือเพิ่มสต็อกสินค้าได้ทันเวลา ท่ามกลางช่องทางมากมาย ผู้ประกอบการจะรู้ได้อย่างไรว่าแหล่งเงินทุนไหนดีที่สุดสำหรับโมเดลธุรกิจของคุณ แหล่งเงินทุน มีอะไรบ้าง และจะเลือกอย่างไรให้คุ้มค่ากับต้นทุน วันนี้เพื่อนแท้เงินด่วนจะพาไปทำความรู้จักกับประเภทของแหล่งเงินทุนทั้งหมด เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
แหล่งเงินทุนคืออะไร ทำไมจึงสำคัญต่อผู้ประกอบการ SME
แหล่งเงินทุน (Sources of Funding) คือ ทรัพยากรทางการเงินที่บุคคลหรือกิจการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจตามเป้าหมาย 💡 ไม่ว่าจะเป็นการ Start-up ธุรกิจใหม่, การเสริมสภาพคล่อง (Cash Flow) เพื่อสั่งซื้อสินค้า, การลงทุนเครื่องจักรใหม่, หรือแม้แต่การสำรองจ่ายเงินเดือนพนักงาน การเลือกแหล่งเงินทุนที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่อกำไรขาดทุน ต้นทุนดอกเบี้ย และความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้ระยะยาวของกิจการ
แหล่งเงินทุน มีอะไรบ้าง? เปิด 2 ประเภทหลักที่คนไทยต้องรู้
เมื่อพูดถึงแหล่งเงินทุน โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งประเภทของแหล่งเงินทุนในประเทศไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่มีลักษณะการกำกับดูแลและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. แหล่งเงินทุนในระบบ
แหล่งเงินทุนในระบบ คือ แหล่งเงินทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายและสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีลักษณะเด่นคือ ความน่าเชื่อถือสูง, มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจน, สัญญาเป็นธรรม และอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้ยืมได้รับความคุ้มครอง
2. แหล่งเงินทุนนอกระบบ
แหล่งเงินทุนนอกระบบ คือ แหล่งเงินทุนที่อยู่นอกการกำกับดูแลของภาครัฐ แม้จะมีจุดเด่นเรื่องความง่าย, ความรวดเร็วในการอนุมัติ, และไม่ตรวจสอบเอกสารที่ซับซ้อน (เช่น เครดิตบูโร) แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมาก ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงเกินกฎหมายกำหนด, สัญญาที่ไม่เป็นธรรม, และวิธีการทวงหนี้ที่รุนแรง
เจาะลึกแหล่งเงินทุนในระบบที่ธุรกิจ SME นิยมในไทย
สำหรับผู้ที่มองหาความปลอดภัยและมาตรฐาน แหล่งเงินทุนในระบบคือคำตอบแรกเสมอ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบที่ตอบโจทย์ต่างกันไป การทำความเข้าใจว่าแหล่งเงินทุนมีอะไรบ้างในกลุ่มนี้ จะช่วยให้คุณเลือกได้ตรงจุดประสงค์ที่สุด
ธนาคารและสถาบันการเงิน
กลุ่มนี้คือแหล่งเงินทุนที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยที่สุด ดำเนินการโดยธนาคารพาณิชย์ (เช่น KBank, SCB, BBL) และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) ที่ได้รับอนุญาต โดยผลิตภัณฑ์หลักๆ ที่นำเสนอ ได้แก่
- สินเชื่อธุรกิจ (SME Loans): แหล่งเงินทุนสำหรับการเริ่มต้นหรือขยายกิจการ มีทั้งแบบระยะสั้น (เงินทุนหมุนเวียน) และระยะยาว (ลงทุนในเครื่องจักร, สถานที่)
- สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loans): เงินกู้อเนกประสงค์สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ต้องใช้หลักประกัน
- สินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loans): เช่น สินเชื่อที่ดิน สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งมักให้วงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล
เหมาะกับใคร
- ธุรกิจที่มีแผนงานชัดเจนและมีเอกสารครบถ้วน
- บุคคลที่มีรายได้ประจำ (สลิปเงินเดือน) ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและดอกเบี้ยตามระบบ
- ผู้ที่มีทรัพย์สินสำหรับค้ำประกัน
โครงการเงินกู้จากภาครัฐ
รัฐบาลมักมีโครงการสินเชื่อพิเศษผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจในบางภาคส่วน เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ที่เน้นแหล่งเงินทุนให้ SME โดยตรง, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ดูแลภาคเกษตรกรรม, หรือธนาคารออมสิน (GSB) ที่มักมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
เหมาะกับใคร
- ธุรกิจ SME ที่ต้องการต้นทุนทางการเงินต่ำ
- เกษตรกร
- ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro-entrepreneurs)
- กลุ่มอาชีพอิสระที่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือของรัฐ
สหกรณ์ออมทรัพย์ (Savings Cooperatives)
นี่คือแหล่งเงินทุนเฉพาะกลุ่ม ที่ดำเนินการในรูปแบบของสวัสดิการสำหรับสมาชิก โดยสหกรณ์จะรับเงินฝากจากสมาชิกและนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกคนอื่นในองค์กรนั้นๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู, สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ หรือสหกรณ์ในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้มักจะต่ำกว่าธนาคาร และมีเงินปันผลคืนให้สมาชิก
เหมาะกับใคร
- พนักงานบริษัท
- ข้าราชการ
- หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในหน่วยงานของตนเท่านั้น
สินเชื่อ Peer-to-Peer (P2P) Lending (ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.)
แหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เป็นการจับคู่ระหว่าง “ผู้ที่ต้องการกู้เงิน” กับ “ผู้ที่ต้องการลงทุนปล่อยกู้” ผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง (P2P Lending Platform) แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรฐานในการประเมินความเสี่ยงและคุ้มครองผู้ใช้งาน ถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อาจจะเข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร
เหมาะกับใคร
- ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น
- บุคคลทั่วไปที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการกู้ยืมที่ถูกกฎหมาย และยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงกว่าธนาคารเล็กน้อย
รู้จักแหล่งเงินทุนนอกระบบและความเสี่ยงต่อธุรกิจ
แม้ว่าแหล่งเงินทุนในระบบจะปลอดภัย แต่หลายคนยังเลือกใช้แหล่งเงินทุนนอกระบบเนื่องจากความรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นี่คือทางเลือกที่ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบที่สุด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว การทำความเข้าใจว่าแหล่งเงินทุน มีอะไรบ้างในกลุ่มนี้ จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
เงินกู้จากบุคคลทั่วไป หรือนายทุน
การกู้ยืมเงินจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน, ญาติพี่น้อง หรือที่เรียกว่า “นายทุนปล่อยกู้” หรือ “เงินกู้นอกระบบ” ที่พบเห็นตามป้ายประกาศ โดยส่วนใหญ่มักเป็นการตกลงกันด้วยวาจา หรือทำสัญญาเงินกู้แบบง่ายๆ (สัญญาเงินกู้ส่วนตัว) มักไม่ตรวจสอบเครดิตบูโร จึงดูเหมือนง่าย
ความเสี่ยง: เสี่ยงต่อการเสียความสัมพันธ์หากกู้จากคนรู้จัก สัญญาอาจไม่ชัดเจนหรือถูกเอาเปรียบ และที่สำคัญคืออัตราดอกเบี้ยมักสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (เกิน 15% ต่อปี) หากเป็นนายทุนนอกระบบ อาจรวมถึงการคิด ดอกเบี้ยขายฝาก ในอัตราที่สูงเกินจริงเมื่อมีการนำทรัพย์สินไปค้ำประกัน
แอปเงินกู้ หรือเงินกู้ด่วนออนไลน์ (นอกระบบ)
ในยุคดิจิทัล แหล่งเงินทุนนอกระบบได้ปรับรูปแบบมาอยู่ในแอปพลิเคชันมือถือจำนวนมาก ซึ่งหลายแอปฯ ไม่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยแอปฯ เหล่านี้มักโฆษณาว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ใน 5 นาที” โดยให้ผู้กู้กรอกข้อมูลส่วนตัวและยินยอมให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์
ความเสี่ยง: นี่คือความเสี่ยงสูงสุด แอปฯ เหล่านี้อาจคิดอัตราดอกเบี้ยโหด (เช่น 20% ต่อ 7 วัน), หักค่าธรรมเนียมล่วงหน้าโดยไม่แจ้ง, และที่อันตรายที่สุดคือการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว (รายชื่อติดต่อ, รูปภาพ) เพื่อใช้ในการประจานหรือข่มขู่เมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
ตารางสรุปเปรียบเทียบ เลือกแหล่งเงินทุนแบบไหนดี?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าแหล่งเงินทุน มีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปประเด็นสำคัญเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกแหล่งเงินทุนเบื้องต้น
ประเภท | อัตราดอกเบี้ย | วงเงิน | ระยะเวลาอนุมัติ | ความเสี่ยง | เอกสารที่ใช้ |
ในระบบ-ธนาคาร | ต่ำ-ปานกลาง | สูง | 3 – 14 วัน | ต่ำ |
|
ในระบบ-รัฐ | ต่ำ | ปานกลาง – สูง | 7 – 30 วัน | ต่ำมาก | ตามเงื่อนไขโครงการเฉพาะ |
นอกระบบ-นายทุน | สูง – สูงมาก | ต่ำ – ปานกลาง | 1-3 วัน | สูง |
|
นอกระบบ-แอป | สูงมาก | ต่ำมาก | 5 – 30 นาที | สูงที่สุด | ใช้แค่ข้อมูลในมือถือ |
วิธีเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจ
การเลือกแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแหล่งเงินทุนที่ดอกเบี้ยต่ำสุดเสมอไป แต่ต้องดูความสอดคล้องกับรอบหมุนเงินของธุรกิจคุณที่สุด
1. ประเมินวัตถุประสงค์
คำถามแรกคือ “จะเอาเงินไปทำอะไร?” หากต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น อาจมองหาสินเชื่อ O.D. หรือกู้เงินด่วนจากสินเชื่อธุรกิจระยะสั้น หากต้องการซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ สินเชื่อเฉพาะทาง (สินเชื่อบ้าน/รถ) จะเหมาะสมกว่าเพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าการนำสินเชื่อส่วนบุคคลไปซื้อ การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยจำกัดขอบเขตของแหล่งเงินทุนที่ต้องพิจารณา
2. ประเมินความสามารถในการชำระหนี้
ก่อนที่จะมองหาแหล่งเงินทุน ต้องประเมินรายรับ-รายจ่ายของตนเองอย่างซื่อสัตย์ เพื่อดูว่า “ผ่อนไหวที่เท่าไหร่” ต่อเดือน สถาบันการเงินในระบบมักมีเกณฑ์ DSR (Debt Service Ratio) หรือภาระหนี้ต่อรายได้ โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 40%-50% ของรายได้สุทธิ การประเมินตนเองก่อนจะช่วยให้ไม่กู้ยืมเกินตัว และเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ
3. ประเมินความเร่งด่วน
แหล่งเงินทุนในระบบ เช่น ธนาคาร อาจใช้เวลาอนุมัตินานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่แลกมากับดอกเบี้ยที่เป็นธรรม หากต้องการเงินด่วนฉุกเฉินจริงๆ อาจต้องมองหาสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล หรือสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น จำนองที่ดิน หรือการจำนำทะเบียนรถ (ที่ถูกกฎหมาย) ซึ่งอนุมัติเร็วกว่า แต่ต้องระวังอย่าหลงไปใช้บริการนอกระบบเพียงเพราะความเร่งด่วน
4. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
อย่าดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยที่โฆษณา ต้องดูว่าดอกเบี้ยที่ดินเป็นแบบคงที่ (Flat Rate) หรือลดต้นลดดอก (Effective Rate) และต้องสอบถามถึงค่าธรรมเนียมแอบแฝงอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าอากรแสตมป์, หรือค่าปรับในกรณีปิดหนี้ก่อนกำหนด การเปรียบเทียบ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” (APR) จากหลายๆ แหล่งเงินทุน จะทำให้เห็นต้นทุนที่แท้จริง
Checklist 6 ข้อต้องเช็ก ก่อนตัดสินใจกู้เงินจากแหล่งทุน
ก่อนที่จะลงนามในสัญญาใดๆ นี่คือ 6 ข้อตรวจสอบสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันปัญหาในอนาคต และทำให้การใช้แหล่งเงินทุนเป็นไปอย่างปลอดภัย
1. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ (ถูกกฎหมายหรือไม่?)
ผู้ให้บริการแหล่งเงินทุนนี้ ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่? สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายได้จากเว็บไซต์ของ ธปท. (Bot.or.th) เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
2. อ่านสัญญาก่อนลงนามเสมอ
ไม่ว่าจะเร่งด่วนแค่ไหน ต้องอ่านทุกรายละเอียดในสัญญา โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย, ระยะเวลาผ่อน, และค่าปรับ หากไม่เข้าใจส่วนไหน ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ทันที ห้ามเซ็นสัญญากระดาษเปล่าเด็ดขาด
3. เข้าใจอัตราดอกเบี้ย (คงที่ หรือ ลดต้นลดดอก?)
ดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) แล้วอาจสูงกว่า ต้องเข้าใจว่าแหล่งเงินทุนที่เราเลือกใช้ คิดดอกเบี้ยแบบใด เพื่อวางแผนการผ่อนชำระได้ถูกต้อง
4. มีค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือไม่?
สอบถามให้ชัดเจนว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากดอกเบี้ยหรือไม่ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า, ค่าประเมินหลักประกัน (หากมี), หรือค่าติดตามทวงถามหนี้ เพื่อป้องกันงบประมาณบานปลาย
5. เงื่อนไขการชำระคืน (ผ่อนขั้นต่ำ? ปิดก่อนได้ไหม?)
การชำระคืนมีความยืดหยุ่นเพียงใด? สามารถชำระโปะ (จ่ายเกินค่างวด) เพื่อตัดต้นทุนได้หรือไม่? หรือหากต้องการปิดบัญชีก่อนกำหนด มีค่าปรับหรือไม่? นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้
6. เรามีความสามารถในการผ่อนชำระจริงหรือไม่?
ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการทบทวนตัวเองอีกครั้งว่ากระแสเงินสดของเราเพียงพอต่อการชำระหนี้ในแต่ละเดือนตลอดอายุสัญญาหรือไม่ การกู้ยืมควรอยู่บนพื้นฐานของ “ความสามารถ” ไม่ใช่แค่ “ความต้องการ”
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแหล่งเงินทุน
1. แหล่งเงินทุนในระบบกับนอกระบบต่างกันยังไง?
ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “การกำกับดูแล” แหล่งเงินทุนในระบบอยู่ภายใต้กฎหมายและการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ย, ค่าธรรมเนียม, และการทวงหนี้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นธรรม ในขณะที่แหล่งเงินทุนนอกระบบอยู่นอกการควบคุม ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากในทุกมิติ ทั้งดอกเบี้ยที่อาจแพงเกินจริงและสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
2. SME ขอกู้ได้สูงสุดเท่าไหร่?
วงเงินสูงสุดสำหรับ SME ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก เช่น ประเภทของแหล่งเงินทุน (ธนาคาร, โครงการรัฐ), ขนาดของธุรกิจ, รายได้และประวัติการเงิน, แผนธุรกิจที่นำเสนอ และที่สำคัญคือ “หลักประกัน” หากเป็นสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) วงเงินอาจจำกัด แต่หากมีหลักประกัน เช่น จำนองที่ดิน หรือเครื่องจักร วงเงินก็จะสูงขึ้นตามมูลค่าหลักประกัน
3. ถ้าไม่มีสลิปเงินเดือน กู้จากแหล่งทุนไหนได้บ้าง?
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ, ฟรีแลนซ์, หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ยังมีแหล่งเงินทุนในระบบที่เข้าถึงได้ เช่น การใช้เอกสาร 50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) หรือรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6-12 เดือน เพื่อแสดงที่มาของรายได้ นอกจากนี้ สินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หรือสินเชื่อบ้านแลกเงิน ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะเน้นการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นหลัก
4. กู้เงินจากหลายแหล่งพร้อมกันได้ไหม?
ในทางทฤษฎี “ทำได้” หากความสามารถในการชำระหนี้ (DSR) ของผู้กู้ยังไหว และสถาบันการเงินแต่ละแห่งอนุมัติ อย่างไรก็ตาม การมีหนี้หลายแหล่งเงินทุนพร้อมกันจะเพิ่มภาระผูกพันรายเดือน และอาจส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตบูโร ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตยากขึ้น ควรมองว่านี่คือทางเลือกสุดท้าย และควรบริหารจัดการหนี้สินอย่างระมัดระวัง
5. เครดิตบูโรมีผลต่อการขอแหล่งเงินทุนอย่างไร?
เครดิตบูโร (Credit Bureau) หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ทำหน้าที่รวบรวมประวัติการชำระสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก เมื่อเราขอสินเชื่อจากแหล่งเงินทุนในระบบ สถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลนี้เป็น “ส่วนหนึ่ง” ในการพิจารณาอนุมัติ หากมีประวัติการชำระดี (ชำระตรงเวลา, หนี้ไม่สูงเกินไป) ก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสอนุมัติ แต่หากมีประวัติค้างชำระ (ติดบูโร) สถาบันการเงินก็จะเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยกู้ หรืออาจปฏิเสธสินเชื่อได้
สรุปบทความ
การวางแผนการเงินและการเลือกแหล่งเงินทุนที่ถูกต้อง คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ SME การทำความเข้าใจว่าแหล่งเงินทุนมีอะไรบ้าง จะช่วยให้คุณบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ที่ต้องการแหล่งเงินทุนโดยใช้โฉนดที่ดิน เพื่อนแท้เงินด่วน พร้อมให้บริการไถ่ถอนจำนองหรือรับสินเชื่อใหม่ ให้วงเงินสูงสุดถึง 130% ของราคาประเมิน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปจดจำนองที่ดินที่กรมที่ดิน ช่วยให้คุณได้เงินด่วนอย่างปลอดภัย



