สภาพคล่องทางการเงิน สำคัญอย่างไร ดูวิธีคำนวณและเทคนิคเพิ่มเงินหมุน

สภาพคล่องทางการเงิน สำคัญอย่างไร

เคยไหมที่มีทรัพย์สินเยอะแต่กลับไม่มีเงินสดใช้จ่ายในยามจำเป็น? ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องทางการเงินคือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการเงินที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้ “เพื่อนแท้เงินด่วน” ผู้ให้บริการสินเชื่อมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะพาไปทำความรู้จักกับความหมายที่แท้จริงของสภาพคล่องทางการเงินพร้อมเจาะลึกเทคนิคการตรวจสอบและบริหารเงินในกระเป๋าให้ลื่นไหล เพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สภาพคล่องทางการเงินคืออะไร

สภาพคล่องทางการเงิน คือ ความสามารถในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็น “เงินสด” ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้สินได้ทันเวลา โดยที่มูลค่าของสินทรัพย์นั้นไม่ลดลง หรือลดลงน้อยที่สุด เปรียบเสมือนสถานะของน้ำที่สามารถไหลไปตามท่อเพื่อหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของบ้านได้ทันที หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

  • เงินสด: เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่พร้อมดื่มหรือใช้ได้ทันที มีสภาพคล่องสูงสุด
  • อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน, ที่ดิน): เปรียบเสมือน “น้ำแข็งก้อนใหญ่” แม้จะมีมูลค่า (ปริมาณน้ำ) มาก แต่ต้องใช้เวลาและกระบวนการในการละลายกว่าจะนำมาใช้ดื่มได้ จึงถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ

ดังนั้น การบริหารสภาพคล่องทางการเงินจึงไม่ใช่แค่การสะสมความมั่งคั่ง แต่คือการบริหาร “จังหวะเวลา” และ “ความพร้อม” ของเงินทุน เพื่อให้ชีวิตไม่สะดุดเมื่อเกิดเหตุจำเป็น

ความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์สภาพคล่องสูง vs ต่ำ

เพื่อให้เข้าใจหลักการของสภาพคล่องทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น เราต้องแยกประเภทของสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  1. สินทรัพย์สภาพคล่องสูง: คือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้แทบจะทันที และมูลค่าค่อนข้างคงที่
    • เงินสดในมือ
    • เงินฝากออมทรัพย์
    • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
  2. สินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ (Illiquid Assets): คือสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาในการขาย เปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่หลายวันไปจนถึงหลายปี และอาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงหากต้องการรีบขาย (Fire Sale)
    • บ้าน, ที่ดิน, คอนโดมิเนียม
    • รถยนต์
    • พระเครื่อง, ของสะสม
    • หุ้นกู้ระยะยาว (ที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนและไม่มีตลาดรอง)

การมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี คือการรักษาสมดุลระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละบุคคล

ทำไมสภาพคล่องทางการเงินถึงสำคัญกับชีวิตคุณ?

การขาดสภาพคล่องทางการเงินเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บุคคลหรือแม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ต้องล้มละลาย แม้ว่าจะมีทรัพย์สินรวมมากกว่าหนี้สินก็ตาม (Asset Rich, Cash Poor) นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับชีวิตของคุณ

1. ความสามารถในการชำระหนี้ตามกำหนด

เมื่อถึงกำหนดชำระค่างวดรถ ค่าบ้าน หรือบัตรเครดิต เจ้าหนี้ต้องการ “เงินสด” ไม่ใช่สินทรัพย์อื่น หากคุณมีแต่ที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินสดจ่ายค่าบัตรเครดิต 10,000 บาท คุณจะถูกมองว่าขาดสภาพคล่องทางการเงินทันที ซึ่งนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยปรับ และเสียเครดิตบูโร

2. การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน

ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ตกงาน หรือรถเสียกะทันหัน เหตุการณ์เหล่านี้ต้องใช้เงินสดทันที การมีสภาพคล่องทางการเงินสูง จะช่วยให้คุณผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปได้โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบที่ดอกเบี้ยโหดร้าย

3. โอกาสในการลงทุนเมื่อเจอจังหวะที่เหมาะสม

ในวิกฤตมักมีโอกาสเสมอ เมื่อตลาดหุ้นตกหนัก หรือมีอสังหาริมทรัพย์ทำเลดีขายร้อนในราคาถูก คนที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง (มีเงินสดพร้อม) จะเป็นผู้ชนะที่สามารถคว้าโอกาสทองเหล่านั้นไว้ได้ ในขณะที่คนที่ขาดสภาพคล่องทำได้เพียงแค่มองดูโอกาสหลุดลอยไป

วิธีเช็กสภาพคล่องของตัวเอง (สูตรคำนวณแบบง่าย)

คุณไม่จำเป็นต้องจบนัเขบัญชีก็สามารถตรวจสอบสุขภาพการเงินของตัวเองได้ ผ่านตัวชี้วัดง่ายๆ ที่เรียกว่า “อัตราส่วนสภาพคล่อง” ซึ่งจะบอกได้ทันทีว่าสภาพคล่องทางการเงินของคุณอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือน่าเป็นห่วง

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)

สูตรนี้ใช้เปรียบเทียบสินทรัพย์ที่คุณเปลี่ยนเป็นเงินได้ไว กับหนี้ที่คุณต้องรีบจ่าย

สูตรคำนวณ

อัตราส่วนสภาพคล่อง = สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน

  • สินทรัพย์หมุนเวียน: เงินสด, เงินฝาก, ทองคำ, หุ้นที่ขายได้เลย
  • หนี้สินหมุนเวียน: หนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี หรือหนี้ระยะสั้นรายเดือน เช่น ค่าผ่อนรถ, ยอดบัตรเครดิตเต็มจำนวน

การแปลผลลัพธ์

  • ค่ามากกว่า 1: หมายความว่า คุณมีสภาพคล่องทางการเงินในระดับที่ “รอดตัว” คือมีเงินพอจ่ายหนี้
  • ค่าต่ำกว่า 1: สัญญาณอันตราย! คุณมีหนี้ที่ต้องจ่ายมากกว่าเงินที่มีอยู่ เสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง
  • ค่าที่แนะนำ: ควรอยู่ที่ 1.5 – 2 เท่า เพื่อให้มั่นใจว่าต่อให้เกิดเหตุฉุกเฉิน ก็ยังมีเงินเหลือพอใช้ชีวิต

การทำงบกระแสเงินสด

นอกจากการดูอัตราส่วนแล้ว การจดบันทึก “กระแสเงินสดรับ” และ “กระแสเงินสดจ่าย” ในแต่ละเดือน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของสภาพคล่องทางการเงินได้ชัดเจนที่สุด หากผลลัพธ์ในบรรทัดสุดท้ายของเดือนเป็นบวก แสดงว่าสภาพคล่องยังดี แต่ถ้าติดลบติดต่อกันหลายเดือน แสดงว่าคุณกำลัง “เงินขาดมือ” และต้องรีบแก้ไขทันที

สัญญาณเตือนสภาพคล่องทางการเงินเริ่มมีปัญหา

สัญญาณเตือน เมื่อไหร่ที่สภาพคล่องทางการเงินเริ่มมีปัญหา

ปัญหาการเงินมักไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มักส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ หากคุณมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าสภาพคล่องทางการเงินกำลังเข้าขั้นวิกฤต

  • เงินเดือนชนเดือน: เงินเดือนออกปุ๊บ จ่ายหนี้และค่าใช้จ่ายปั๊บ แทบไม่เหลือเงินเก็บ หรือต้องรอเงินเดือนเดือนหน้าเพื่อซื้อของใช้จำเป็น
  • เริ่มจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต: ไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ หรือเริ่มกดเงินสดจากบัตรหนึ่งไปโปะอีกบัตรหนึ่ง (หมุนเงิน)
  • ไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเลย: หากหยุดงานหรือรายได้หายไป 1 เดือน ชีวิตจะเดือดร้อนทันที ไม่มีเงินถุงเงินถังสำรองไว้
  • ต้องหยิบยืมคนอื่นเป็นประจำ: เริ่มยืมเงินเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก เพื่อมาหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

หากคุณเช็กแล้วพบว่าตัวเองมีสัญญาณเหล่านี้มากกว่า 1 ข้อ ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินอย่างจริงจัง

5 เทคนิคเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้คล่องตัว

การแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ หากมีการวางแผนและวินัยที่ดี นี่คือ 5 เทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยกู้คืนสภาพคล่องทางการเงินให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

1. การวางแผนออมเงินสำรอง 3-6 เท่าของรายจ่าย

เป้าหมายแรกของการสร้างสภาพคล่องทางการเงิน คือต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เงินก้อนนี้ห้ามนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หรือสินทรัพย์ที่ถอนยาก ควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (e-Savings) ที่ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อให้เป็นกันชนในวันที่รายได้สะดุด

2. การลดภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น

หนี้สินคือตัวดูดสภาพคล่องทางการเงินอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล หากมีหนี้หลายก้อน แนะนำให้ทำ “การรวมหนี้” คือการกู้เงินก้อนใหม่ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าและระยะเวลาผ่อนนานกว่า มาปิดหนี้ก้อนเล็กก้อนน้อย เพื่อลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง ทำให้มีกระแสเงินสดเหลือในมือมากขึ้น

3. การเลือกถือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงให้สมดุล

อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นที่ผันผวนสูงเพียงอย่างเดียว การจัดพอร์ตการลงทุนที่ดีควรแบ่งสัดส่วนไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอย่างน้อย 10-20% ของพอร์ต เพื่อให้สามารถดึงมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขายสินทรัพย์หลักในราคาขาดทุนเมื่อต้องการใช้เงิน

4. การหารายได้เสริมเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน

สมการของสภาพคล่องทางการเงิน คือ รายรับ – รายจ่าย = เงินคงเหลือ หากลดรายจ่ายจนสุดทางแล้วยังไม่พอ ทางออกเดียวคือการเพิ่ม “ท่อรายรับ” ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้เสริม ขายของออนไลน์ หรือรับงานฟรีแลนซ์ การมีรายได้หลายทางจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มเงินสดหมุนเวียนในระบบการเงินของคุณ

5. การใช้ตัวช่วยทางการเงินเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นสภาพคล่อง

หากคุณมีสินทรัพย์ก้อนใหญ่ เช่น บ้าน หรือ ที่ดิน แต่ขาดเงินสดหมุนเวียน การขายสินทรัพย์เหล่านี้อาจใช้เวลานานและไม่ได้ราคาที่ต้องการ ทางเลือกที่ดีกว่าในการเสริมสภาพคล่องทางการเงินคือการใช้สินทรัพย์เหล่านี้เป็นหลักประกันในการขอวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินก้อนมาหมุนเวียนธุรกิจหรือปิดหนี้สิน และเมื่อสถานการณ์การเงินดีขึ้น ก็สามารถไถ่ถอนโฉนดคืนได้ โดยที่ความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินยังคงอยู่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน

สภาพคล่องทางการเงินที่ดีควรเป็นเท่าไหร่

โดยทั่วไป อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ที่ดีควรมากกว่า 1 เท่า แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยและมั่นคงที่สุดควรอยู่ที่ 2 เท่าขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าคุณมีสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที มากกว่าหนี้สินที่ต้องจ่ายถึง 2 เท่า

สินทรัพย์อะไรที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด

“เงินสด” และ “เงินฝากออมทรัพย์” ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เพราะสามารถนำมาใช้ชำระหนี้หรือซื้อของได้ทันที รองลงมาคือกองทุนรวมตลาดเงินและทองคำแท่ง (ที่ซื้อขายในร้านทองได้ง่าย)

ถ้าขาดสภาพคล่องทางการเงิน ควรเริ่มต้นแก้ไขอย่างไร

ให้เริ่มจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพื่อหาจุดรั่วไหล ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือย เจรจาประนอมหนี้เพื่อขอลดค่างวด และมองหาสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นเพื่อขายเปลี่ยนเป็นเงินสดมาเสริมสภาพคล่องระยะสั้น

สภาพคล่องทางการเงิน ต่างจาก ความมั่งคั่ง อย่างไร

ความมั่งคั่ง (Wealth) คือมูลค่ารวมของทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณมี (เช่น มูลค่าบ้าน ที่ดิน หุ้น) ส่วนสภาพคล่องทางการเงิน คือความสามารถในการหยิบทรัพย์สินเหล่านั้นมาใช้จ่ายได้จริง ณ เวลานั้นๆ คนรวยที่มีที่ดินเยอะแต่อาจไม่มีเงินสดซื้อข้าวกิน ก็ถือว่ามีความมั่งคั่งสูงแต่สภาพคล่องต่ำ

สรุปเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน

สรุปบทความ

โดยสรุปแล้ว การมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี เปรียบเสมือนการมีภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ หากใครกำลังมองหาตัวช่วยเสริมสภาพคล่องต้องการกู้เงินด่วน เพื่อนแท้เงินด่วน พร้อมให้บริการสินเชื่อโฉนดที่ดิน เปลี่ยนโฉนดเป็นเงินก้อนโตเพื่อไถ่ถอนจำนองหรือปิดหนี้เดิมได้ง่าย ๆ ให้วงเงินสูงสุดถึง 130% ของราคาประเมิน สะดวกสบายเพราะไม่ต้องเสียเวลาไปจดจำนองที่กรมที่ดิน ช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินได้อย่างคล่องตัวทันที

เพื่อนแท้ เงินด่วน